Brand Personality คืออะไร? ถอดรหัสลับการสร้าง บุคลิกภาพของแบรนด์ ให้ลูกค้าหลงรัก
ลองจินตนาการดูว่า หากแบรนด์ของคุณมีชีวิตขึ้นมา เขาจะมีนิสัยใจคอ และ บุคลิกแบบไหน? หลายคนอาจมองว่าการกำหนด Brand Personality เป็นเพียงเรื่องของกลยุทธ์การตลาดที่อยู่ในแผ่นกระดาษ แต่ในความเป็นจริงแล้ว บุคลิกภาพที่ทรงพลังจะถูกสื่อสารออกมาอย่างเด่นชัดผ่านทางผู้บริหาร รวมถึงการวางตัวของพนักงานทุกคนในองค์กร การอบรมพนักงานเพื่อให้บุคลากรทุกคนสามารถสะท้อนตัวตนของแบรนด์ออกมาได้อย่างเป็นมืออาชีพจึงเป็นเรื่องสำคัญ บทความนี้ Thailand Image Academy จะพาทุกคนไปรู้จักกับ Brand Personality ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
สารบัญ
- - Brand Personality คืออะไร?
- - บุคลิกภาพของแบรนด์มีกี่รูปแบบ? (5 มิติของ Brand Personality)
- - Brand Archetype 12 แบบ มีอะไรบ้าง ต่างจาก 5 มิติยังไง?
- - Brand Persona คืออะไร แตกต่างจาก Brand Personality อย่างไร?
- - 6 วิธีสร้าง Brand Personality ให้แบรนด์
- - วิธีสะท้อน Brand Personality ผ่านภาพลักษณ์ผู้บริหารและพนักงาน
- - ยกระดับบุคลิกภาพของแบรนด์ สู่มาตรฐานสากลกับ Thailand Image Academy
- - คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Brand Personality
- - สรุป
Brand Personality คืออะไร?
หลายคนอาจสงสัยว่า Brand Personality คืออะไร? หากต้องอธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ มันคือการมอบชีวิต ลักษณะนิสัย รวมถึงความรู้สึกแบบมนุษย์ให้กับแบรนด์ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ลูกค้าสามารถจับต้อง และ เชื่อมโยงได้ การทำเช่นนี้ไม่ใช่แค่เพื่อภาพลักษณ์ที่สวยงาม แต่เป็นการสร้างความผูกพันทางอารมณ์ (Emotional Connection) เมื่อลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์มีตัวตนที่พวกเขาเข้าถึง และ ไว้วางใจได้ ย่อมจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นจนเกิดเป็นแบรนด์รอยัลตี้ในระยะยาว
บุคลิกภาพของแบรนด์มีกี่รูปแบบ? (5 มิติของ Brand Personality)
หากคุณกำลังตั้งคำถามว่าบุคลิกภาพของแบรนด์มีกี่รูปแบบ หรือ Brand Personality มีอะไรบ้าง ทฤษฎีที่นักการตลาดทั่วโลกให้การยอมรับมากที่สุด คือ กรอบแนวคิด 5 มิติของ Jennifer Aaker ซึ่งจำแนกลักษณะนิสัยของแบรนด์ออกเป็น 5 รูปแบบหลัก ดังนี้
Sincerity ความจริงใจ
แบรนด์ที่สื่อถึงความซื่อสัตย์ เป็นมิตร อบอุ่น ติดดิน และเข้าถึงง่าย ให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อน หรือคนในครอบครัวที่ไว้ใจได้
- ตัวอย่างแบรนด์: Dove เน้นความงามที่แท้จริง, ครีมอาบน้ำเด็ก Johnson & Johnson และไทยประกันชีวิตที่สื่อสารผ่านภาพยนตร์โฆษณาแนวสร้างแรงบันดาลใจ
Excitement ความตื่นเต้น
แบรนด์ที่ดูมีพลัง สนุกสนาน ทันสมัย กล้าหาญ มักสร้างความตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอ จึงดึงดูดผู้คนที่ชอบความท้าทาย
- ตัวอย่างแบรนด์: Red Bull พร้อมลุยทุกกิจกรรม และ Apple นวัตกรรมที่ล้ำสมัย และกระทิงแดง (แบรนด์ไทยที่แยกทำตลาดจาก Red Bull) ที่สื่อสารถึงความมุ่งมั่นผ่านการสนับสนุนกีฬาต่อเนื่อง
Competence มีความสามารถ
แบรนด์ที่สะท้อนความเชี่ยวชาญ ฉลาด เป็นผู้นำ น่าเชื่อถือ และประสบความสำเร็จ ทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจ และปลอดภัย
- ตัวอย่างแบรนด์: Microsoft, โรงพยาบาลชั้นนำ หรือธนาคารระดับประเทศ และปตท. ที่วางตำแหน่งเป็นผู้นำและองค์กรที่น่าเชื่อถือ
Sophistication เหนือระดับ
แบรนด์ที่ดูหรูหรา มีระดับ ประณีต มีเสน่ห์ดึงดูดใจ สะท้อนถึงรสนิยม และสถานะทางสังคมที่เหนือชั้น
- ตัวอย่างแบรนด์: Chanel, Rolex, Mercedes-Benz และโรงแรมในเครือดุสิตธานีที่วางตำแหน่งความหรูหราแบบไทยผสมผสานความประณีตระดับสากล
Ruggedness สมบุกสมบัน
แบรนด์ที่สื่อถึงความแข็งแกร่ง ทนทาน ห้าวหาญ รักการผจญภัยกลางแจ้ง และพร้อมลุยในทุกสถานการณ์
- ตัวอย่างแบรนด์: Jeep, Harley-Davidson, อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง The North Face และ Toyota Hilux Revo ที่วางตำแหน่งความแข็งแกร่งทนทานสำหรับงานหนักและการลุยทุกสภาพถนน
การเลือกมิติที่ตรงกับตัวตนของธุรกิจ จะช่วยให้ลูกค้าจดจำคุณได้แม่นยำขึ้น นอกจากนี้หากต้องการเจาะลึกถึงจิตวิญญาณของแบรนด์อย่างแท้จริง การนำทฤษฎีจิตวิทยาอย่าง Brand Archetype ต้นแบบบุคลิกภาพ 12 แบบมาประยุกต์ใช้ร่วมด้วย จะยิ่งช่วยให้การออกแบบบุคลิกภาพของแบรนด์มีมิติที่ลึกซึ้ง และสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
Brand Archetype 12 แบบ มีอะไรบ้าง ต่างจาก 5 มิติยังไง?
Brand Archetype คือ กรอบจิตวิทยาของ Carl Jung ที่แบ่งต้นแบบบุคลิกแบรนด์ออกเป็น 12 แบบ ต่างจาก 5 มิติของ Aaker ตรงที่ Archetype เจาะลึกถึงแรงจูงใจและเป้าหมายของแบรนด์ ในขณะที่ 5 มิติของ Aaker อธิบายลักษณะนิสัยที่แสดงออกในเชิงการสื่อสาร ทั้งสองศาสตร์นี้จึงใช้ร่วมกันได้ และช่วยเสริมให้บุคลิกภาพแบรนด์มีมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดย Archetype ทั้ง 12 แบบ มีดังนี้
| Archetype | แรงจูงใจและเป้าหมายของแบรนด์ | ตัวอย่างแบรนด์ |
|---|---|---|
| Innocent (ผู้บริสุทธิ์) | ค้นหาความเรียบง่ายและความสุข | Dove, Coca-Cola |
| Sage (ปราชญ์) | แสวงหาความรู้และความจริง | Google, สถาบันการศึกษา |
| Explorer (นักผจญภัย) | ค้นหาอิสรภาพและตัวตน | The North Face, Jeep |
| Hero (วีรบุรุษ) | พิสูจน์ความสามารถผ่านความกล้าหาญ | Nike |
| Outlaw (ขบถ) | ท้าทายกฎเกณฑ์และสร้างการเปลี่ยนแปลง | Harley-Davidson |
| Magician (นักมายากล) | สร้างการเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์ | Apple, Disney |
| Everyman (คนธรรมดา) | เป็นส่วนหนึ่งและเข้าถึงง่าย | IKEA, Target |
| Lover (คู่รัก) | สร้างความผูกพันและความใกล้ชิด | Chanel, Godiva |
| Jester (ตัวตลก) | สร้างความสนุกสนานในทุกขณะ | Old Spice, M&M's |
| Caregiver (ผู้ดูแล) | ปกป้องและดูแลผู้อื่น | Johnson & Johnson |
| Ruler (ผู้ปกครอง) | สร้างความมั่นคงและควบคุม | Mercedes-Benz, Rolex |
| Creator (ผู้สร้างสรรค์) | สร้างสิ่งใหม่ที่มีคุณค่าคงทน | Lego, Adobe |
Sincerity ความจริงใจ
แบรนด์ที่สื่อถึงความซื่อสัตย์ เป็นมิตร อบอุ่น ติดดิน และ เข้าถึงง่าย ให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อน หรือ คนในครอบครัวที่ไว้ใจได้
- - ตัวอย่างแบรนด์: Dove เน้นความงามที่แท้จริง, ครีมอาบน้ำเด็ก Johnson & Johnson
Excitement ความตื่นเต้น
แบรนด์ที่ดูมีพลัง สนุกสนาน ทันสมัย กล้าหาญ มักสร้างความตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอ จึงดึงดูดผู้คนที่ชอบความท้าทาย
- - ตัวอย่างแบรนด์: Red Bull พร้อมลุยทุกกิจกรรม, Apple นวัตกรรมที่ล้ำสมัย
Competence มีความสามารถ
แบรนด์ที่สะท้อนความเชี่ยวชาญ ฉลาด เป็นผู้นำ น่าเชื่อถือ และ ประสบความสำเร็จ ทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจ และ ปลอดภัย
- - ตัวอย่างแบรนด์: Microsoft, โรงพยาบาลชั้นนำ หรือ ธนาคารระดับประเทศ
Sophistication เหนือระดับ
แบรนด์ที่ดูหรูหรา มีระดับ ประณีต มีเสน่ห์ดึงดูดใจ สะท้อนถึงรสนิยม และ สถานะทางสังคมที่เหนือชั้น
- - ตัวอย่างแบรนด์: Chanel, Rolex, Mercedes-Benz
Ruggedness สมบุกสมบัน
แบรนด์ที่สื่อถึงความแข็งแกร่ง ทนทาน ห้าวหาญ รักการผจญภัยกลางแจ้ง และ พร้อมลุยในทุกสถานการณ์
- - ตัวอย่างแบรนด์: Jeep, Harley-Davidson, อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง The North Face
การเลือกมิติที่ตรงกับตัวตนของธุรกิจ จะช่วยให้ลูกค้าจดจำคุณได้แม่นยำขึ้น นอกจากนี้หากต้องการเจาะลึกถึงจิตวิญญาณของแบรนด์อย่างแท้จริง การนำทฤษฎีจิตวิทยาอย่าง Brand Archetype ต้นแบบบุคลิกภาพ 12 แบบมาประยุกต์ใช้ร่วมด้วย จะยิ่งช่วยให้การออกแบบบุคลิกภาพของแบรนด์มีมิติที่ลึกซึ้ง และ สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

Brand Persona คืออะไร แตกต่างจาก Brand Personality อย่างไร?
อีกหนึ่งคำที่หลายคนมักสับสน และ ใช้สลับกันอยู่บ่อย ๆ หากจะให้อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า Brand Persona คืออะไร ให้ลองนึกภาพตามนี้
- - Brand Personality คือ นิสัย บุคลิก ทัศนคติ หรือ จิตวิญญาณที่อยู่ภายในของแบรนด์ เป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้จากความรู้สึก
- - Brand Persona คือ หน้าตา รูปลักษณ์ หรือ ตัวแทนที่สร้างขึ้นมา เพื่อให้แบรนด์นั้นจับต้องได้และ มีชีวิตจริง เช่น มาสคอต (Mascot) คาแรคเตอร์ตัวการ์ตูน พรีเซ็นเตอร์ หรือ ในหลาย ๆ ธุรกิจก็เลือกใช้ผู้บริหารมาเป็นตัวแทนเพื่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง
ทั้งสองส่วนนี้มีความสำคัญ และ ต้องทำงานสอดประสานกันเสมอในการทำการสื่อสารแบรนด์ เพราะหากคุณวาง Personality ภายในให้มีความเป็นมิตร และ อบอุ่น แต่ตัวแทนที่สื่อสารหน้าฉากกลับดูดุดัน หรือ เข้าถึงยาก ก็จะทำให้ลูกค้าเกิดความสับสนได้ การออกแบบทั้งนิสัย และ หน้าตา ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่แข็งแกร่ง และ น่าเชื่อถือ
6 วิธีสร้าง Brand Personality ให้แบรนด์
การสร้าง Brand Personality ให้แบรนด์มีขั้นตอนหลัก 6 ขั้น เริ่มจากการเข้าใจกลุ่มลูกค้าไปจนถึงการถ่ายทอดผ่านคนในองค์กร โดยแต่ละขั้นตอนต้องทำอย่างเป็นระบบเพื่อให้บุคลิกภาพของแบรนด์เป็นภาพเดียวกัน
- 1. เข้าใจกลุ่มลูกค้า: ศึกษาว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณคือใคร มีไลฟ์สไตล์ ค่านิยม และความคาดหวังแบบไหน เพราะบุคลิกภาพแบรนด์ที่ดีต้องสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าได้ตรงจุด ไม่ใช่แค่สิ่งที่เจ้าของแบรนด์ชอบ
- 2. นิยาม Core Values: กำหนดคุณค่าหลักที่แบรนด์ยึดถือ เช่น ความซื่อสัตย์ นวัตกรรม หรือความเป็นเลิศ เพราะ Core Values คือรากฐานที่ทำให้บุคลิกภาพแบรนด์มีความสม่ำเสมอในระยะยาว
- 3. เลือกมิติ/Archetype ที่ใช่: นำ 5 มิติของ Aaker หรือ Brand Archetype 12 แบบ มาจับคู่กับตัวตนของแบรนด์ โดยเลือกมิติหลัก 1-2 แบบที่ชัดเจนที่สุด ไม่ควรเลือกหลายมิติจนแบรนด์ดูสับสน
- 4. กำหนด Tone of Voice & Verbal: วางแนวทางการใช้ภาษา คำศัพท์ และน้ำเสียงในการสื่อสารทุกช่องทาง เช่น แบรนด์สนุกสนานควรใช้ภาษาที่เป็นกันเองและมีมุกตลก ส่วนแบรนด์ไฮเอนด์ควรใช้ภาษาที่สุภาพและประณีต
- 5. ออกแบบ Visual Identity: สร้างองค์ประกอบภาพที่สะท้อนบุคลิกภาพ ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ สีประจำแบรนด์ ฟอนต์ หรือสไตล์การถ่ายภาพ ให้ไปในทิศทางเดียวกันกับมิติที่เลือกไว้
- 6. ถ่ายทอดผ่านคน: สื่อสารบุคลิกภาพแบรนด์ผ่านผู้บริหารและพนักงานทุกคนที่พบปะลูกค้า ด้วยหลักการ 3V (Visual/Vocal/Verbal) เพื่อให้สิ่งที่ลูกค้าสัมผัสจริงตรงกับสิ่งที่แบรนด์วางไว้บนกระดาษ
การทำครบทั้ง 6 ขั้นตอนนี้อย่างสอดคล้องกัน จะช่วยให้แบรนด์มีตัวตนที่ชัดเจนและน่าจดจำในระยะยาว มากกว่าการกำหนดบุคลิกภาพแบบลอย ๆ ที่ไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริง
วิธีสะท้อน Brand Personality ผ่านภาพลักษณ์ผู้บริหาร และ พนักงาน
การสร้างบุคลิกภาพของแบรนด์ให้ลูกค้าสัมผัสได้จริงนั้น ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในสื่อโฆษณา แต่ยังถูกสะท้อนออกมาผ่านตัวบุคคลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะภาพลักษณ์ผู้บริหาร ที่เปรียบเสมือนหัวใจ และ ตัวแทนสูงสุดของธุรกิจ ไปจนถึงพนักงานทุกคนที่ต้องพบปะกับลูกค้า
โดยองค์กรสามารถถ่ายทอดภาพลักษณ์แบรนด์ให้จับต้องได้ และ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผ่านหลักการสื่อสารที่เรียกว่า 3V ดังนี้
-
- Visual ภาพลักษณ์ภายนอก: สิ่งแรกที่ลูกค้ามองเห็น ไม่ว่าจะเป็นสไตล์การแต่งกาย ยูนิฟอร์มพนักงาน ทรงผม รวมถึงบุคลิกภาพ และ กิริยาท่าทาง ซึ่งต้องสอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของแบรนด์
-
- Vocal น้ำเสียง: โทนเสียง และ จังหวะในการพูดคุยให้บริการ เช่น แบรนด์ที่เน้นความสนุกสนานตื่นเต้น พนักงานควรใช้น้ำเสียงที่มีพลังกระตือรือร้น ในขณะที่แบรนด์ระดับไฮเอนด์ ควรใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล สุขุม ดูเป็นมืออาชีพ
-
- Verbal การสื่อสาร: การเลือกใช้ชุดคำพูด ภาษาที่ใช้เขียน หรือ สคริปต์การเจรจา ที่สามารถสื่อสารอารมณ์ และ ทัศนคติออกมาได้ตรงกับนิสัยของแบรนด์มากที่สุด
ยกระดับบุคลิกภาพของแบรนด์ สู่มาตรฐานสากลกับ Thailand Image Academy
การสะท้อนตัวตนของแบรนด์ให้มีความเป็นมืออาชีพ และ เข้าถึงใจลูกค้าไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยการวางกลยุทธ์ รวมถึงการฝึกอบรมที่ถูกต้อง ที่ Thailand Image Academy เราเข้าใจถึงความแตกต่าง และ เอกลักษณ์ของแต่ละธุรกิจ เราจึงพร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ในการช่วยออกแบบหลักสูตรการอบรม เพื่อปรับภาพลักษณ์ของพนักงานให้สอดคล้องกับ Brand Personality ของคุณโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน และ ยกระดับภาพลักษณ์องค์กรให้แข็งแกร่ง
นอกจากนี้ สำหรับระดับผู้นำที่เป็นเสมือนหัวเรือใหญ่ของธุรกิจ เรายังมีบริการโค้ชชิ่งแบบ Private สำหรับผู้บริหารผ่านคอร์ส The Signature CEO Branding โดยผู้เชี่ยวชาญของเราจะนำเครื่องมือวิเคราะห์อย่าง Grow Model รวมถึงแบบวิเคราะห์อื่น ๆ มาช่วยในการประเมิน ตั้งเป้าหมาย พร้อมวางทิศทางการพัฒนาภาพลักษณ์อย่างเป็นระบบ เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดในตัวคุณออกมา ช่วยให้คุณเป็นผู้นำที่ทรงพลัง เป็นภาพจำที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการสื่อสารแบรนด์ของคุณ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Brand Personality
Brand Personality ต่างกับ Personal Branding อย่างไร?
อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด Brand Personality คือ การสร้างลักษณะนิสัย และ ตัวตนให้กับองค์กร ธุรกิจ หรือ สินค้า เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายพร้อมสร้างความผูกพันกับแบรนด์ ในขณะที่ Personal Branding คือ กระบวนการสร้างตัวตน ภาพลักษณ์ และ ความน่าเชื่อถือให้กับบุคคล เช่น ผู้บริหาร พนักงาน หรือ ตัวคุณเอง เพื่อสร้างความโดดเด่น และ จุดยืนที่ชัดเจนในสายอาชีพ ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้สามารถทำงานส่งเสริมควบคู่กันไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ธุรกิจ SME จำเป็นต้องมี Brand Personality หรือไม่?
จำเป็นอย่างมาก หลายคนมักคิดว่าเรื่องขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การมีบุคลิกภาพของแบรนด์ที่ชัดเจน จะช่วยให้ธุรกิจ SME มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และ แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ลูกค้าสามารถจดจำธุรกิจได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณการตลาดในจำนวนมหาศาล
Thailand Image Academy มีหลักสูตรปรับบุคลิกภาพพนักงานให้ตรงกับแบรนด์หรือไม่?
มีแน่นอน ทางสถาบันของเรามีความเชี่ยวชาญด้านบริการอบรมองค์กร (Corporate Training) โดยเฉพาะ เราสามารถออกแบบ และ ปรับแต่งเนื้อหาการอบรมให้สอดรับกับ Core Value รวมถึงบุคลิกภาพที่องค์กรของคุณต้องการจะสื่อสาร เพื่อพัฒนาพนักงานทุกระดับให้เป็น Brand Ambassador ที่สามารถสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ออกมาได้อย่างมืออาชีพที่สุด
Brand Personality มีกี่แบบ?
ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของ Jennifer Aaker แบ่งบุคลิกภาพแบรนด์ออกเป็น 5 มิติหลัก ได้แก่ Sincerity (ความจริงใจ), Excitement (ความตื่นเต้น), Competence (ความสามารถ), Sophistication (เหนือระดับ) และ Ruggedness (สมบุกสมบัน) โดยแต่ละแบรนด์ไม่จำเป็นต้องมีแค่มิติเดียว สามารถผสมผสาน 1-2 มิติที่โดดเด่นที่สุดเพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่ชัดเจนได้
สร้าง Brand Personality เริ่มจากอะไร?
จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด คือ การเข้าใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายก่อนว่ามีไลฟ์สไตล์และค่านิยมแบบไหน จากนั้นจึงนิยาม Core Values ของแบรนด์ และเลือกมิติหรือ Archetype ที่สอดคล้องกับตัวตนที่แท้จริงของธุรกิจ การเริ่มจากความเข้าใจลูกค้าแทนที่จะเริ่มจากสิ่งที่เจ้าของแบรนด์ชอบ จะช่วยให้บุคลิกภาพแบรนด์สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากกว่า
Brand Personality ต่างกับ Brand Identity อย่างไร?
Brand Personality คือ นิสัยและตัวตนเชิงอารมณ์ของแบรนด์ที่ลูกค้ารู้สึกได้ ส่วน Brand Identity คือองค์ประกอบที่จับต้องได้ทั้งหมดที่ใช้สื่อสารตัวตนนั้น เช่น โลโก้ สี ฟอนต์ และแนวทางการออกแบบ พูดง่าย ๆ คือ Personality เป็นสิ่งที่แบรนด์ “เป็น” ในขณะที่ Identity เป็นสิ่งที่แบรนด์ “แสดงออกมาให้เห็น” ทั้งสองส่วนต้องสอดคล้องกันเพื่อให้แบรนด์มีภาพลักษณ์ที่เป็นหนึ่งเดียว
สรุป
Brand Personality คือ การมอบชีวิตและลักษณะนิสัยแบบมนุษย์ให้กับแบรนด์ เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับลูกค้า โดยอ้างอิงจากกรอบ 5 มิติของ Aaker ซึ่งสามารถเลือกใช้ร่วมกับ Brand Archetype เพื่อเพิ่มความลึกซึ้งได้ โดยการสร้างบุคลิกภาพแบรนด์ที่แข็งแรงเริ่มจากการเข้าใจกลุ่มลูกค้า นิยาม Core Values ไปจนถึงการถ่ายทอดผ่าน 3V ในตัวผู้บริหารและพนักงานทุกคน หากต้องการให้บุคลิกภาพแบรนด์ของคุณสะท้อนออกมาอย่างเป็นมืออาชีพในทุกจุดสัมผัส Thailand Image Academy พร้อมออกแบบหลักสูตรอบรมพนักงานและโค้ชชิ่งผู้บริหารที่ตอบโจทย์ตัวตนของแบรนด์คุณโดยเฉพาะ
อาจารย์ตั้ม เขมกร อภิชาติยะกุล
Certified Image Professional (CIP) คนแรกของประเทศไทย และนายกสมาคมที่ปรึกษาภาพลักษณ์นานาชาติแห่งประเทศไทย (AICI Thailand) สมาคมระดับนานาชาติที่มีสมาชิกกว่า 1,000 คนจาก 80 ประเทศทั่วโลก ผู้ก่อตั้ง Thailand Image Academy ด้วยประสบการณ์ตรงจากสายงานพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินระดับ First Class สู่การเป็นที่ปรึกษาภาพลักษณ์ให้กับผู้บริหารและบุคคลสาธารณะมากมาย
