ทักษะการฟังเชิงรุก คืออะไร

การฟังเชิงรุก คืออะไร? ทักษะที่ทำให้คนอยากคุยกับคุณมากขึ้น

การฟังเชิงรุก (Active Listening) คือทักษะสำคัญที่ช่วยให้คนทำงานเข้าใจความต้องการของผู้อื่น ผ่านการตั้งใจฟังทั้งคำพูด น้ำเสียง และภาษากายของผู้พูดอย่างละเอียด พร้อมสะท้อนกลับไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ เพื่อลดความเข้าใจผิด และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร

ปัจจุบันทักษะนี้นับเป็นหนึ่งใน Soft Skill ที่นิยมใช้กันทั่วโลก และที่สำคัญหลายองค์กรเลือกใช้มาฝึกอบรมพนักงาน เพราะการฟังที่ดีไม่ใช่การฟังผ่าน ๆ แต่เป็นการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองถูกรับฟังจริง ๆ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนไว้ใจและอยากคุยกับเรามากขึ้น
 

การฟังเชิงรุกในองค์กร สำคัญอย่างไร
 

การฟังเชิงรุก คืออะไร?

การฟังเชิงรุก คือการฟังอย่างตั้งใจและมีส่วนร่วม เพื่อเข้าใจทั้งข้อมูล ความรู้สึก และความต้องการของผู้พูด ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การฟังเนื้อหาที่พูด สังเกตน้ำเสียงและอารมณ์ รวมถึงตอบสนองอย่างเหมาะสม

แนวคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย Carl Rogers นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 และกลายเป็นพื้นฐานของการสื่อสารเชิงบำบัดมาจนถึงปัจจุบัน

การฟังเชิงรุกต่างจากการฟังแบบทั่วไปอย่างไร

การฟังทั่วไปอาจเน้นการรับข้อมูลแบบผิวเผิน ขณะที่การฟังเชิงรุกเน้นความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ฟังให้จบโดยไม่ขัดจังหวะ ทวนความ ตั้งคำถามเพื่อความชัดเจน และสังเกตน้ำเสียงหรือภาษากายของผู้พูดควบคู่กันไป เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันจริง ๆ

ทำไมการฟังเชิงรุกจึงสำคัญกับการทำงาน

การฟังเชิงรุกช่วยให้ทีมเข้าใจข้อมูลและบริบทตรงกัน ลดความเข้าใจผิด และสร้างความไว้วางใจ ถือเป็น Human Skill ที่มีความสำคัญมากขึ้นในยุค AI ซึ่งคนต้องทำงานร่วมกับเทคโนโลยีและผู้คนควบคู่กัน

ลดความเข้าใจผิดและงานผิดพลาด

การทวนสิ่งที่ฟังช่วยตรวจสอบว่าเข้าใจโจทย์ตรงกันหรือไม่ หากมีจุดคลาดเคลื่อนจะได้แก้ไขก่อนนำข้อมูลไปทำงานต่อ

สร้างความไว้ใจในทีมและกับลูกค้า

การฟังโดยไม่รีบตัดสินหรือขัดจังหวะ ช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าได้รับความสนใจและมีพื้นที่ในการสื่อสาร จึงช่วยสร้างความสัมพันธ์ในการทำงานได้ดีขึ้น ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ 5 องค์ประกอบทักษะการสื่อสาร
 

ฝึกทักษะการฟังเชิงรุก ทำอย่างไร
 

4 เทคนิคการฟังเชิงรุกที่ฝึกได้ทันที มีอะไรบ้าง

เริ่มฝึกได้จาก 4 พฤติกรรมง่าย ๆ ได้แก่ การฟังโดยไม่ขัดจังหวะ ทวนความ ตั้งคำถาม และสังเกตภาษากายกับน้ำเสียง โดยสิ่งนี้สามารถนำไปปรับใช้ในการประชุม รับบรีฟ หรือสื่อสารกับลูกค้า เพื่อให้บรรยากาศการสื่อสารราบรื่นมากยิ่งขึ้น

1. ตั้งใจฟังโดยไม่ขัดจังหวะ

ฟังให้อีกฝ่ายพูดจบก่อนตอบหรือแสดงความคิดเห็น เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญและลดการตีความผิด

2. ทวนความและสรุปสิ่งที่ได้ฟัง

หลังฟังจบ ลองสรุปด้วยคำพูดของตัวเอง เช่น “ถ้าเข้าใจไม่ผิด ประเด็นหลักคือ...” เพื่อเช็กความเข้าใจและแก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อนได้ทันที

3. ตั้งคำถามต่อเพื่อให้เข้าใจลึกขึ้น

เมื่อข้อมูลยังไม่ครบ ให้ใช้คำถามปลายเปิด เช่น “ช่วยเล่าเพิ่มเติมได้ไหมว่า...” แทนการคาดเดา เพื่อให้เข้าใจปัญหาได้ชัดเจนขึ้น และแสดงให้เห็นว่าเราสนใจเนื้อหาอย่างแท้จริง

4. สังเกตภาษากายและน้ำเสียง

นอกจากคำพูด ให้สังเกตสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงประกอบ แต่ไม่ควรสรุปความรู้สึกของอีกฝ่ายจากภาษากายเพียงอย่างเดียว

ข้อผิดพลาดที่ทำให้การฟังไม่ได้ผล คืออะไร

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย คือการฟังเพื่อรอพูดต่อ แทนที่จะเป็นการฟังเพื่อเข้าใจ ซึ่งเป็นอุปสรรคหลักที่ทำให้การสื่อสารทั้งหมดล้มเหลว รวมไปถึง

  • - การเล่นโทรศัพท์หรือทำกิจกรรมอื่นขณะฟัง
  • - ขัดจังหวะผู้พูด ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ
  • - คิดคำตอบล่วงหน้า โดยไม่ฟังให้ครบ
  • - รีบตัดสินหรือด่วนสรุปก่อนทำความเข้าใจบริบททั้งหมด

ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้พลาดข้อมูลสำคัญและตีความผู้พูดผิดได้ การฟังเชิงรุกจึงต้องเริ่มจากการโฟกัสกับบทสนทนาตรงหน้าเป็นหลักมากกว่าสิ่งอื่น
 

การอบรมทักษะการฟังเชิงรุก
 

ฝึกการฟังเชิงรุกอย่างเป็นระบบผ่านการอบรม ต้องเริ่มจากอะไร

สำหรับผู้บริหาร HR ฝ่ายขาย พนักงานบริการ หรือทีมที่ต้องสื่อสารกับผู้อื่นเป็นประจำ การฝึกฝนด้วยตัวเองอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะขาด Feedback ที่ตรงจุด หลักสูตรอบรมทักษะการสื่อสารจึงสามารถช่วยฝึกการฟังเชิงรุกควบคู่ไปกับการพูด การตั้งคำถาม และการให้ Feedback ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานจริงได้ทันที

Thailand Image Academy สถาบันพัฒนาทักษะการสื่อสารเพื่อองค์กร

Thailand Image Academy มีหลักสูตรที่ครอบคลุมการฟังเชิงรุก การสื่อสารในที่ทำงาน และ EQ กับการพัฒนาทักษะการสื่อสาร ที่จะเชื่อม Soft Skill เข้ากับภาพลักษณ์และบุคลิกภาพ โดยปรับแนวทางให้เหมาะกับผู้เรียนและบริบทขององค์กร ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจริง

สรุป

การฟังเชิงรุก คือทักษะที่ช่วยให้เข้าใจคนได้มากกว่าการรับข้อมูล ทั้งด้านเนื้อหา อารมณ์ และความต้องการผ่านคำพูดของผู้พูด รวมถึงมีความสำคัญต่อการทำงานในยุค AI ที่ Human Skill เหล่านี้กลายเป็นจุดต่างที่สำคัญ โดยการฝึกฟัง ทวนความ ตั้งคำถาม และสังเกตบริบท สามารถช่วยให้การสื่อสารชัดเจนและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้น

หากองค์กรต้องการพัฒนาทักษะการฟังและการสื่อสารให้บุคลากร โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดอบรมโดยเฉพาะ สามารถติดต่อ Thailand Image Academy เพื่อปรึกษาหลักสูตรได้เลยวันนี้

 

คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับการฟังเชิงรุก (FAQ)

การฟังเชิงรุก คืออะไร?

การฟังเชิงรุก คือการฟังอย่างตั้งใจเพื่อเข้าใจข้อมูล ความรู้สึก และความต้องการของผู้พูด ไม่ใช่แค่ได้ยินสิ่งที่พูดออกมา โดยการทวนความ ตั้งคำถาม และตอบสนองอย่างเหมาะสม เพื่อให้สื่อสารกันเข้าใจตรงกันมากที่สุด

การฟังเชิงรุกต่างจากการฟังทั่วไปอย่างไร?

การฟังทั่วไปเน้นการรับข้อมูลแบบผิวเผิน ส่วนการฟังเชิงรุกเน้นความเข้าใจและการมีส่วนร่วม เช่น ไม่ขัดจังหวะ ทวนความสิ่งที่ได้ยิน ตั้งคำถามกลับไปหาผู้พูด และสังเกตน้ำเสียงหรือภาษากาย เพื่อให้เข้าใจทั้งเนื้อหาและอารมณ์ได้อย่างครบถ้วน

ฝึกการฟังเชิงรุกด้วยตัวเองได้ไหม?

ฝึกได้ โดยเริ่มจากการปรับพฤติกรรมง่าย ๆ เช่น ฟังให้จบก่อนตอบ ทวนสิ่งที่ได้ยิน และใช้คำถามปลายเปิดเมื่อข้อมูลไม่ครบ อย่าคาดเดาคำตอบเอาเอง จากนั้นนำไปฝึกในบทสนทนาประจำวันอย่างสม่ำเสมอ ผ่านการสนทนาในครอบครัว เพื่อนสนิท หรือในที่ทำงาน

การฟังเชิงรุกช่วยงานบริการลูกค้าได้อย่างไร?

ช่วยให้พนักงานเข้าใจปัญหาและความต้องการของลูกค้าได้ชัดเจนขึ้น ลดการตีความผิด และช่วยให้ตอบสนองต่อปัญหาได้ตรงประเด็นมากขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองได้รับความใส่ใจจากพนักงานจริง ๆ ไม่ใช่แค่รับเรื่องไปตามขั้นตอน

หัวหน้างานควรใช้การฟังเชิงรุกตอนไหน?

หัวหน้างานควรใช้เมื่อต้องรับฟังปัญหา Feedback ความคิดเห็น หรือความขัดแย้งในทีม เพราะการฟังให้ครบก่อนตัดสินช่วยให้เข้าใจบริบท นำไปสู่การสื่อสารเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น และทำให้บรรยากาศภายในทีมเปิดกว้างและกล้าพูดคุยกันมากขึ้นด้วย

Share this post :

widget